อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเชื่อมโยงทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงพลังงานทดแทน อีกทั้งปาล์มน้ำมันยังเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงและมีต้นทุนการผลิตต่ำเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันชนิดอื่น ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการหลายรายอยู่ในอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับสามของโลก
ในบรรดาผู้ประกอบการมากมายในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน “บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน)” หรือ SMO ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญที่อยู่ในธุรกิจมานานและมีการเติบโตที่น่าจับตา โดยได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนและเพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และถือเป็น “หุ้นเติบโตสูง (Growth Stock)” ที่มีผลประกอบการขยายตัวต่อเนื่องตลอด 3 ปี
กลุ่มสมอทองมีจุดเริ่มต้นจาก บริษัท สมอทอง น้ำมันปาล์ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแรกของกลุ่มที่ตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ตั้งอยู่ที่ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มประกอบการในเชิงพาณิชย์ในปี 2553 มีกำลังการผลิตติดตั้ง 45 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง (ปัจจุบันคือโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบสาขาท่าชนะ) และยังได้จัดตั้งบริษัท มิตรประสงค์ กรีนเพาเวอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพซึ่งได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์ม ก่อนจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2556

ในเวลาต่อมามีการขยายธุรกิจไปในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติมผ่านการจัดตั้งบริษัท สมอทองปาล์ม 2 จำกัด, บริษัท สมอทองปาล์ม 3 จำกัด, และบริษัท สมอทองปาล์ม 4 (สระบุรี) จำกัด กระทั่งในปี 2560 ได้มีการควบรวมกิจการจากบริษัทที่อยู่ภายใต้กลุ่มผู้ถือหุ้น กรรมการและกลุ่มผู้บริหารหลักกลุ่มเดียวกันจำนวน 4 บริษัท และกลายมาเป็น บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด
ถัดมาในปี 2567 กลุ่มบริษัทได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการบริษัท เอแอล น้ำมันปาล์ม จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอเขาตะโก จังหวัดชุมพร โดยประกอบธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมขยายกำลังการผลิต
ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม 2568 บริษัทได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และมีการเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 231.60 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.17% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ราคาเสนอขายที่ 5.40 บาท/หุ้น ก่อนจะเปิดทำการซื้อขาย เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันแรก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน แม้จะมีกระแสดราม่าเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ตามที ซึ่งกลุ่มสมอทองขึ้นแท่น “หุ้นเติบโตสูง (Growth Stock)” ที่มีผลประกอบการขยายตัวต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการของกลุ่มสมอทองในช่วงปี 2565-2567 พบว่า บริษัทมีรายได้รวม 6,870.42 ล้านบาท 5,894.14 ล้านบาท และ 6,261.09 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 129.52 ล้านบาท 218.78 ล้านบาท และ 259.62 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 1.89 ร้อยละ 3.71 และร้อยละ 4.14 ตามลำดับ
ส่วนในปี 2568 กลุ่มสมอทองฟันกำไรไปได้อีก 678.89 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 419.27 ล้านบาท โตแรง 161.49% และมีรายได้รวม 9,877.45 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3,624.62 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 57.97% นับเป็นการสร้าง All time High ทั้งรายได้และกำไรของกลุ่มสมอทอง

ปัจจุบันกลุ่มสมอทองได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มีสาขาครอบคลุมทั้ง นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และสระบุรี โดยธุรกิจหลักได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์หลัก คือ น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil-CPO) เมล็ดในปาล์ม (Palm Kernel-PK) นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต เช่น กะลาปาล์ม ทะลายสับ เส้นใย และอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ราวๆ 98% ของธุรกิจ
2. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพผ่านการนำผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มดิบมาหมักในบ่อด้วยจุลินทรีย์เพื่อให้ได้ก๊าซชีวภาพ (Biogas) และนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในกิจการ และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 12.70 เมกะวัตต์ แต่ศักยภาพในการผลิตได้ถึง 14 เมกะวัตต์ โดยคิดเป็นสัดส่วนรายได้ราวๆ 1.91% ในปี 2567 และ 1.69% ในปี 2568
ทั้งนี้ กลุ่มสมอทองมีบริษัทในเครือรวม 4 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทใหญ่ และบริษัทย่อยอีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, บริษัท มิตรประสงค์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัท ทีมอีโวลูชั่น จำกัด จัดตั้งขึ้นร่วมกับบริษัทผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 9 บริษัท ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล

เร่งเครื่องสู่รายได้หลักหมื่นล้าน
สำหรับการระดมทุนที่ผ่านมา ทางกลุ่มสมอทองมีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ขยายโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบไปในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากที่กลุ่มบริษัทมี ซึ่งเป็นธุรกิจที่กลุ่มบริษัทมีความเชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม และลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ซึ่งเป็นการต่อยอดการผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจ รวมถึงลงทุนในโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
ภายหลังการระดมทุนกลุ่มสมอทองเร่งเครื่องธุรกิจ ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 31% ในเดือนเมษายน เพื่อรับฤดูปาล์ม Peak Season และรับความต้องการของตลาดโลกที่พุ่งสูง พร้อมตั้งเป้าปั๊มรายได้ให้แตะระดับหมื่นล้าน
กิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) เผยว่า ปี 2569 กลุ่มสมอทองตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตที่ระดับ 10% จากปี 2568 สำหรับทิศทางปี 2569 บริษัทเตรียมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพิ่มเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนเมษายน 2569 สอดรับกับช่วงฤดูปาล์มที่จะมีผลผลิตออกมากที่สุดของปี พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการโรงงานแห่งใหม่ที่อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยตั้งเป้าปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ที่ระดับ 270,000 ตัน

ขณะเดียวกันยังผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศผู้ใช้น้ำมันปาล์มดิบ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ อันดับ 1 อินโดนีเซีย 2. อินเดีย 3. จีน 4. มาเลเซีย 5. อเมริกา โดยประเทศอินเดียถือเป็นตลาดหลักของกลุ่มสมอทอง และยังมีการศึกษาตลาดทางจีนและเกาหลีเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
“สิ่งสำคัญที่อยู่ในการลงทุนของสมอทองคือ ‘make waste to the best value’ การนำเอาทุกส่วนของปาล์มน้ำมันมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่ กาก เส้นใย จนถึงน้ำเสีย จากของเสียกลายมาเป็นมูลค่าให้กับสมอทอง”
กิตติพงษ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตลาดโลกปีนี้คาดว่าเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว สืบเนื่องจากความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมิคอล และอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนและราคาที่ถูกกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า ในขณะที่มีมาตรฐานสูงควบคู่ไปด้วย ซึ่งน้ำมันปาล์มตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5% จากปี 2568 หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน แต่ฝั่งความต้องการทางพลังงานอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายไบโอดีเซลของรัฐบาลน่าจะอยู่ที่ระดับ B3-B5 ไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ ส่วนฝั่งบริโภคคาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยว
ภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้ไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ด้านภาพรวมด้านการส่งออก คาดว่าจะทรงตัวหรือขยายตัวเล็กน้อย โดยมีอินเดียเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 98% ของการส่งออกไทย
สำหรับปี 2569 กลุ่มสมอทองตั้งเป้าสร้างรายได้ให้แตะระดับ 11,000 ล้านบาท ซึ่งกิตติพงษ์ค่อนข้างมั่นใจว่า เป้าที่วางไว้ไม่ไกลเกินเอื้อม โดยมีปัจจัยมาจากการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนม ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงและเป็นแฟล็กชิปของกลุ่มสมอทอง นอกจากนั้น ในปี 2570 โรงงานที่นครศรีธรรมราชจะสามารถเริ่มเดินเครื่องได้ ทำให้ศักยภาพในการผลิตพุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่วัตถุดิบอย่างผลปาล์มก็ไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มสมอทองกังวล เพราะด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นพื้นที่ปลูกปาล์มที่หนาแน่น จึงมั่นใจว่ามีผลปาล์มป้อนสู่โรงงานอย่างไม่สะดุด
“โรงงานที่เปรียบเสมือนฐานยิงจรวดของเราพร้อม กระสุนเรามีพร้อมทั้งผลปาล์มและเงินลงทุน เพราะฉะนั้นปีนี้มาลุ้นกันว่ารายได้เราจะเข้าเป้าเท่าไร” นี่คือสิ่งที่หัวเรือใหญ่แห่งกลุ่มสมอทองกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้.