28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

“จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์” เจนฯ 3 Double A กับเรื่องราวเบื้องหลังแผ่นกระดาษ

“จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์” เจนฯ 3 Double A กับเรื่องราวเบื้องหลังแผ่นกระดาษ

p20-21-weekly-DoubleA-01.jpg

“เราอยากเป็นกระดาษรีมสุดท้ายบนโลกใบนี้” จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของ Double A กล่าวเอาไว้ ในวันที่แบรนด์กระดาษยักษ์ใหญ่รายนี้เดินทางมาแล้วมากกว่า 3 ทศวรรษ และยังคงเดินหน้าต่อด้วยโมเดลธุรกิจที่ตั้งอยู่บนความยั่งยืนและนวัตกรรมที่ออกแบบมาตั้งแต่ Day 1 ท่ามกลางโลกดิจิทัลที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของหลายๆ ธุรกิจ

ธุรกิจของ Double A เริ่มต้นด้วย “คำถาม” แต่ไม่ใช่คำถามว่าจะผลิตกระดาษให้ดีได้อย่างไร แต่เป็นคำถามที่ว่า “จะทำอย่างไรให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” คำถามเรียบง่ายแต่หาคำตอบได้ยาก ซึ่งคำถามนี้เองได้กลายมาเป็นรากฐานของธุรกิจและหล่อหลอมขึ้นเป็นแนวคิด “Better Paper, Better World” หรือ “กระดาษที่ดีสร้างโลกที่ดีขึ้นได้” ที่ Double A ใช้ขับเคลื่อนองค์กรมาโดยตลอด

“กระดาษหนึ่งแผ่นไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ผูก 3 สิ่งเข้าไว้ด้วยกัน หนึ่งคือเกษตรกร สองคืออุตสาหกรรม และสามคือสิ่งแวดล้อม” จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ ในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นบทสนทนา พร้อมพาเราไปทำความรู้จักกับเบื้องหลังกระดาษภายใต้แบรนด์ Double A เพิ่มเติมว่า

“ผมเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัว จุดเริ่มต้นของ Double A มาจากคุณปู่ ตอนแรกคุณปู่ทำโรงสีข้าวเล็กๆ และพัฒนาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของประเทศและของโลก เราส่งออกข้าวไทยหลายล้านตันต่อปี ทุกปีคุณปู่กับคุณพ่อผมต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อไปสำรวจดูว่าปีนี้แล้งไหม ผลผลิตจะเป็นอย่างไร จะได้กะได้ว่าปีนี้ราคาข้าวจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่สิ่งที่ท่านเห็นทุกปีคือไม่ว่าจะแล้งหรือไม่แล้ง ความเป็นอยู่ของชาวนาก็ไม่ดีขึ้นเลย รายได้ไม่มั่นคง แต่ละปีต้องลุ้นว่าจะมีโรคไหม น้ำจะแล้งหรือเปล่า เกษตรกรตกอยู่ในวงจรที่เขาไม่สามารถก้าวออกมาจากจุดนั้นได้ ท่านจึงคิดว่าเราสามารถทำอะไรได้อีกบ้างที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรนอกเหนือจากการปลูกข้าว”

p20-21-weekly-DoubleA-02.jpg

“ต้นกระดาษ” ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

จตุพรเล่าต่อว่าจากการที่คุณปู่ (กิตติ ดำเนินชาญวนิชย์) และคุณพ่อของเขา (โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์) มีโอกาสได้เดินทางไปค้าขายในหลายๆ ประเทศ ทำให้เห็นว่าเกษตรกรประเทศอื่นไม่ได้ปลูกเฉพาะข้าว จึงกลับมาทดลองปลูกพืชสารพัดอย่าง เพื่อจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นวัตถุดิบที่ยั่งยืนด้วย จนมาจบที่ “ต้นยูคาลิปตัส” เพื่อนำมาผลิตเป็นกระดาษ

ปี 2525 ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะผลิตกระดาษคุณภาพสูงโดยไม่รบกวนไม้จากป่าธรรมชาติ ภายหลังจึงมีการก่อตั้งบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) เพื่อประกอบการอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียน ซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนตั้งแต่ปี 2537 และเริ่มดำเนินการผลิตเยื่อและกระดาษได้ในปี 2539 กระทั่งในปี 2553 จึงได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)

แต่กว่าจะมาเป็นกระดาษแบรนด์ Double A ที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาที่ต่อเนื่อง ผ่านการทดลองปลูกต้นยูคาลิปตัสมากกว่า 2,500 สายพันธุ์ จนเกิดเป็น “ต้นกระดาษ” (Purpose-Grown Paper-Tree) ที่สามารถเติบโตได้ดีในหลายสภาพพื้นที่ และให้ปริมาณเส้นใยสูงถึง 30 ล้านเส้นใยต่อกรัม ทำให้ได้กระดาษที่มีคุณภาพดี หนา เรียบ ลื่น ตามสโลแกนของแบรนด์ และได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกต้นกระดาษทั้ง “หัวไร่ท้ายนา หน้าบ้านท้ายครัว ในรั้วแนวเขต” และเมื่อเกษตรกรเห็นว่ามีรายได้มากขึ้นจึงปลูกลงแปลงเพื่อสร้างผลผลิตที่มากขึ้นตามมา

“ตลอด 30 ปี เราพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องและจะทำต่อ เราไม่ได้พัฒนาเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เพื่อเกษตรกรด้วย ทุกวันนี้มีเกษตรกรหลายแสนครอบครัวที่ปลูกต้นกระดาษร่วมกับเรา และการที่ธุรกิจของ Double A ไปได้ดี เกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายก็เติบโตไปด้วย มีเกษตรกรคนหนึ่งเขาบอกว่า เขาปลูกต้นกระดาษมา 30 กว่าปี ตั้งแต่เริ่มต้นรุ่นแรกๆ จนตอนนี้ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ด้วยต้นกระดาษ มันก็เป็นความภูมิใจของพวกเราอย่างหนึ่ง”

โดยต้นกระดาษที่เข้าสู่กระบวนการผลิตจะมีทั้งส่วนที่ Double A ปลูกเอง และที่เกษตรกรในเครือข่ายปลูก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรัศมี 250 กิโลเมตรจากปราจีนบุรี และในแต่ละปีต้นกระดาษของ Double A สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 5,000 ล้านบาท

p20-21-weekly-DoubleA-03.jpg

Integrated Mill: ควบคุมคุณภาพทั้งระบบ ตั้งแต่ไม้ต้นแรกถึงกระดาษทุกแผ่น

“อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนถามบ่อย และคนอาจจะจดจำกันมาตลอดคือประโยคที่ว่า ‘อย่าใช้กระดาษเลย เพราะมันทำลายสิ่งแวดล้อม มันตัดไม้ทำลายป่า’ ซึ่งก็ต้องเรียนตามตรงว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ป่ายังเยอะเขาก็ตัดต้นไม้มาทำกระดาษกันจริง แต่ตั้งแต่วันแรกที่คุณปู่และคุณพ่อผมออกแบบธุรกิจ เราไม่เคยใช้ต้นไม้ป่าเลย แต่ใช้ Paper from Farm Tree เป็นการใช้ต้นกระดาษที่เราและเครือข่ายเกษตรกรปลูกเองทั้งหมด ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ไม่มีใครตัดไม้ทำลายป่าเพื่อมาผลิตเป็นกระดาษกันแล้ว เราถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง”

นอกจากการพัฒนาสายพันธุ์ต้นกระดาษเพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพและปลูกได้ในหลายพื้นที่ของประเทศแล้ว ในส่วนของโรงงานผลิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในความสำเร็จ เพราะ Double A ไม่ได้มองโรงงานเป็นเพียงสถานที่ผลิต แต่เป็น “ระบบ” ที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน มีการออกแบบโรงงานในรูปแบบ Integrated Mill” ที่ถูกพัฒนาขึ้นในสวนอุตสาหกรรม 304 จ. ปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ เพื่อให้ทุกกระบวนการทำงานประสานกันตั้งแต่การผลิต การจัดการน้ำและพลังงาน ประกอบด้วยโรงงานผลิตเยื่อ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี

โดยตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมไม้ การผลิตเยื่อ ไปจนถึงกระดาษสำเร็จรูปในทุกแผ่น และที่สำคัญคือช่วยลดการขนส่งได้อย่างมาก

p20-21-weekly-DoubleA-04.jpg

สำหรับน้ำภายในระบบโรงงานก็ไม่ได้ถูกใช้แล้วจบ แต่ถูกบริหารจัดการผ่านอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลาก เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ และหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยผ่านกระบวนการบำบัดส่งไปรดน้ำที่แปลงเพาะชำต้นกระดาษ

ขณะที่ของเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกไม้ เศษไม้ และลิกนิน จะถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงงานชีวมวล (Biomass) ส่งเข้าโรงไฟฟ้า และเสริมด้วยพลังงานสะอาดจากโครงการ Floating Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่บนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ได้จะนำมาใช้ภายในโรงงานและจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นอกจากนั้น ยังมีการใช้ EV Truck Fleet รถบรรทุกไฟฟ้าที่ปัจจุบันมีอยู่ราวๆ 250 คัน สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไปยังท่าเรือและศูนย์กระจายสินค้า

p20-21-weekly-DoubleA-05.jpg

“No waste is wasted เราเชื่อว่ามันไม่มีของเสีย มันมีแค่ของที่ยังไม่ได้นำมาใช้ ไม้ 1 ต้นเรานำทุกส่วนมาใช้ เพื่อสร้าง circular economy ซึ่งล้วนเป็นกระบวนการที่เราคิดตั้งแต่วันแรก และเมื่อ 5 ปีที่แล้วเราเริ่มทำโซลาร์ฟาร์มที่ลอยอยู่บนน้ำที่น่าจะเป็นเจ้าแรกๆ ในเอเชีย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ คุณพ่อผมสนใจเรื่องโซลาร์เซลล์มาตั้งนานแล้วตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ท่านเคยบินไปดูถึงรัสเซียซึ่งตอนนั้นเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องโซลาร์เซลล์ ก่อนจะมาเป็นจีน แต่ ณ วันนั้น เรื่องต้นทุนและความคุ้มค่าทำให้ยังไม่สามารถเอามาทำได้ พอจีนเริ่มนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อจนถึงทุกวันนี้ เราก็เลยมีโอกาสได้กลับมาสานฝันคุณพ่อให้เป็นจริง”

จตุพรเน้นย้ำว่า Double A ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือระบบธุรกิจที่กระดาษ 1 แผ่น ทำให้โลกดีขึ้นได้จริง หรือ ‘Better Paper, Better World’ ทั้งสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อม โดยกระดาษ Double A หนึ่งรีม ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 12.5 กิโลกรัม ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero Carbon ภายในปี 2593

p20-21-weekly-DoubleA-06.jpg

แบรนด์กระดาษที่ไปไกลถึง 130 ประเทศทั่วโลก

จากจุดเริ่มต้นในประเทศไทย Double A ค่อยๆ ขยายกิจการไปยังประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ปี 2544 เริ่มขยายธุรกิจในเอเชียและออสเตรเลีย, ปี 2549 เริ่มธุรกิจในแอฟริกา, ปี 2550 ขยายไปยังตะวันออกกลาง ตามมาด้วยยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน Double A ส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ตลาดสำคัญได้แก่ เกาหลี จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และเวียดนาม โดยจัดอยู่ในตลาดระดับพรีเมียม ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเข้ามาของดิจิทัลที่ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยมีการใช้กระดาษในปริมาณที่ลดลง

แต่ถึงกระนั้น ในปี 2568 ที่ผ่านมา Double A ยังสามารถสร้างรายได้รวมไปมากถึง 21,307 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 1,094 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือ นอกจากธุรกิจผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษซึ่งเป็นธุรกิจหลักภายใต้บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) แล้ว ยังมีกลุ่มธุรกิจในเครืออีกหลายธุรกิจ ทั้งการผลิตต้นกล้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างสวนอุตสาหกรรม 304 รวมถึงกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าที่เน้นการผลิตพลังงานสะอาด นอกจากนั้น ยังมีสินค้าในเครืออย่าง Double A Care ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อีกด้วย ที่ล้วนเป็นการต่อยอดจากองค์ความรู้และต้นทุนทางธุรกิจเดิมที่มีอยู่ ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ท่ามกลางโลกดิจิทัลที่ทำให้ความต้องการในการใช้กระดาษลดลงได้เป็นอย่างดี

ทายาทรุ่น 3 ของ Double A ย้ำทิ้งท้ายไว้ว่า “ธุรกิจหลักของเราคือกระดาษ และเราอยากเป็นกระดาษรีมสุดท้ายบนโลกใบนี้ ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่เรามี ผมคิดว่า Double A สามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน”.