28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

สำรวจแผน Nature Positive ของ SCGP เมื่อการลดคาร์บอนอาจไม่เพียงพอต่อโลกในปัจจุบัน

สำรวจแผน Nature Positive ของ SCGP เมื่อการลดคาร์บอนอาจไม่เพียงพอต่อโลกในปัจจุบัน

p20-21-weekly-scgp-01.jpg

ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลายองค์กรต่างออกมาตรการมาเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างการลดการปลดปล่อยคาร์บอนที่เรามักได้ยินกัน แต่สำหรับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แล้ว การลดการปล่อยคาร์บอนอาจยังไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ SCGP ทำ คือการเดินหน้าสร้างความยั่งยืนผ่านแนวคิด Nature Positive” หรือ “การฟื้นฟูธรรมชาติ” โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 โดยมีธุรกิจในเครืออย่าง บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญในฐานะต้นน้ำทางธุรกิจ

บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับไม้ ครอบคลุมทั้งผลิตกล้าไม้และส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส โดยมีนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ไม้อย่างต่อเนื่อง, ธุรกิจปลูกสวนไม้ยูคาลิปตัส, ธุรกิจชิ้นไม้สับส่งออก, รับซื้อและจัดหาไม้ยูคาลิปตัส เพื่อส่งให้แก่อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษของ SCGP รวมถึงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตรา “คู่ดิน” และรับซื้อไม้ชีวมวล เพื่อส่งให้โรงงานไฟฟ้าอีกด้วย

จากขอบข่ายธุรกิจข้างต้นจะเห็นว่า “สยามฟอเรสทรี” ถือเป็นต้นน้ำในการดำเนินธุรกิจของ SCGP และในขณะเดียวกันก็เป็นต้นทางในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง Nature Positive ที่เป็นเป้าหมายหลักของ SCGP ด้วยเช่นกัน

p20-21-weekly-scgp-02.jpg

มหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด

4 แกนหลัก สู่ Nature Positive

มหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด กล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นการทำเหมือนเดิมอย่างการลดคาร์บอนเพื่อลดโลกร้อนมันคงไม่เพียงพอ ทำให้เราต้องปรับมาตรการเพิ่มเติม ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมา ซึ่ง SCGP ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ จึงมุ่งขับเคลื่อนแนวทาง Nature Positive ที่ไม่ใช่เพียงแค่ลดการปล่อยคาร์บอน แต่เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593”

ทั้งนี้ การมุ่งสู่ Nature Positive ที่ SCGP วางไว้นั้น ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่

1. Do Less Harm Do More Good - เพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการลดการตัดไม้ ลดของเสีย ลดคาร์บอน เพื่อเป็นการฟื้นฟูป่า เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและดูแลระบบนิเวศ ด้วยการปลูกป่าทดแทนและการปลูกป่าอนุรักษ์

2. Integrate in Business Strategy - การฟื้นฟูธรรมชาติไม่ได้ทำเป็นอีเวนต์หรือแค่กิจกรรม CSR แต่ต้องบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจ เช่น กำหนดว่าวัตถุดิบต้องมาจากป่าที่ยั่งยืน การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้แนวทางของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) ในการประเมินความเสี่ยงจากธรรมชาติ

3. Shift from Carbon to Nature ยกระดับจากแค่การลดคาร์บอนสู่การสร้างธรรมชาติที่สมบูรณ์และเพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพให้มากขึ้น เพราะ SCGP เชื่อว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความสมดุลของสภาพอากาศ

4. Value Creation การสร้างคุณค่าใหม่ให้กับองค์กรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สวนไม้กำแพงเพชร-Copy.png

สวนไม้กำแพงเพชร

ที่ผ่านมา SCGP ได้ดำเนินการภายใต้แนวทางดังกล่าวด้วยการตั้งคณะทำงานด้าน Nature Positive โดยเฉพาะ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์แรกคือการทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่พร้อมขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการบริหารการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าตามหลักการป่าชุมชน โดยมีสยามฟอเรสทรีเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน

ส่งเสริมการปลูกสวนไม้ภายใต้มาตรฐาน FSCTM สร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและแต้มต่อให้เกษตรกร

ปัจจุบัน สยามฟอเรสทรี มีพื้นที่ดำเนินงานแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย ทั้งกาญจนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่หลัก ขอนแก่น กำแพงเพชร รวมถึงภาคตะวันออกและภาคใต้ ดำเนินธุรกิจตั้งแต่พัฒนาสายพันธุ์ยูคาลิปตัส เพาะต้นกล้าเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรนำไปปลูก รวมถึงมีแปลงปลูกของตัวเองด้วยพื้นที่รวมกว่า 93,000 ไร่

ซึ่งสิ่งที่สยามฟอเรสทรีทำเพื่อมุ่งสู่ Nature Positive คือ ส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส เพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ โดยดำเนินการภายใต้มาตรฐาน FSC™ หรือการปลูกสวนไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งหลักสำคัญของ FSC™ คือการไม่ตัดไม้ทำลายป่าและไม่เปลี่ยนสภาพป่าธรรมชาติไปเป็นพื้นที่ประเภทอื่น โดยต้นยูคาลิปตัสที่เข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษของ SCGP มาจากป่าปลูกทั้งสิ้น รวมทั้งกำหนดให้มีพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่สวนไม้ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักในการผลักดันแนวทาง Nature Positive

สำหรับ Forest Stewardship CouncilTM หรือ FSCTM เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลก เช่น เอ็นจีโอ กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผู้ค้าไม้ ผู้ผลิตสินค้าจากไม้ กลุ่มชนพื้นเมือง และองค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพื่อจัดทำระบบการให้การรับรองมาตรฐานไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับรองมาตรฐาน FSCTM เป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่าธรรมชาติหรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

p20-21-weekly-scgp-03.jpg

ในปี พ.ศ. 2551 สยามฟอเรสทรี ได้เริ่มดำเนินการปลูกยูคาลิปตัสด้วยระบบการจัดการสวนไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSCTM ในสวนยูคาลิปตัสของบริษัทฯ เป็นที่แรก เพราะเล็งเห็นว่าระบบการจัดการสวนไม้สามารถเสริมสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยดูแลสังคม และช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมกระดาษและบรรจุภัณฑ์ของไทยที่จะได้ดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ และทำให้องค์กรและผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังจากนั้นจึงได้ชักชวนและขยายผลให้เกษตรกรสมาชิกรายย่อยเข้าร่วมขอการรับรองมาตรฐาน FSCTM โดยการเข้าไปช่วยเผยแพร่ความรู้และปรับปรุงการปลูกไม้เชิงพาณิชย์อย่างมีมาตรฐาน

ปัจจุบันสยามฟอเรสทรีมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSCTM จำนวน 55,369 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่ โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัย นิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุก 2 ปี โดยพื้นที่หลักอย่างกำแพงเพชร ซึ่งมีการส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัส ปัจจุบันมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC  จำนวน 8,174 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่ ล่าสุดพบพรรณไม้ทั้งหมด 82 ชนิด จาก 37 วงศ์ สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่

p20-21-weekly-scgp-04.jpg

“ป่าอนุรักษ์” ตู้กับข้าวของชาวบ้าน

นายวีรเชษฐ์ จันทวงษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ที่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ชุมชนได้ร่วมกับบริษัทสยามฟอเรสทรีในการดูแลและอนุรักษ์ป่า จากป่าเสื่อมโทรมจนกลายเป็นป่าเต็งรังที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยกำหนดแนวทางร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสมและการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารในชุมชน ควบคู่กับการดูแลให้ป่าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานคนในท้องถิ่นให้ดูแลพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า การกลับมาของสัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน เปรียบเสมือนเป็น “ตู้กับข้าว” ของชาวบ้าน

นายวีรเชษฐ์-จันทวงษ์-Copy.png

ทั้งนี้ จากการสำรวจการเก็บของป่าในปี 2568 ของทางชุมชน คิดเป็นมูลค่า 167,000 บาท โดยมี ผักสาบ ผักหวาน เห็ดโคน และกะทกรก รวมกัน 435 กิโลกรัม

ปัจจุบันพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ SCGP ดูแล มีอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้ง กำแพงเพชร, กาญจนบุรี, ราชบุรี, นครราชสีมา, หนองคาย, บึงกาฬ, ขอนแก่น, ยโสธร, อุดรธานี, นครสวรรค์, ชัยนาท, เพชรบูรณ์, เพชรบุรี, พิจิตร, ตาก, หนองบัวลำภู, สกลนคร และสตูล นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มพื้นที่รับรองสวนไม้ยูคาลิปตัสอีก 10,000 ไร่ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม 1,000 ไร่ ภายในปี 2570

p20-21-weekly-scgp-05.jpg

ไม่เพียงเท่านั้น สยามฟอเรสทรียังได้ดำเนินโครงการเพื่อฟื้นฟูพื้นที่และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผ่าน “โครงการยูคาริมคันคลอง” โดยนำพื้นที่ริมคลองที่เคยไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเสริมความมั่นคงของพื้นที่ริมคลอง เพิ่มพื้นที่สีเขียว และต่อยอดเป็นแหล่งรายได้ของชุมชน โดยเริ่มส่งเสริมการปลูกมาตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันสามารถป้อนไม้ยูคาลิปตัสเข้าโรงงานของ SCGP ได้ปีละกว่า 400,000 ตัน เรียกได้ว่า Win-win ทุกฝ่าย ทั้งฝ่าย SCGP เองที่มีไม้ป้อนเข้าสู่โรงงานอย่างสม่ำเสมอ ชุมชนที่มีรายได้เพิ่มจากการปลูกต้นยูคาลิปตัส และที่สำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับสิ่งแวดล้อม

โดยหลังจากนี้ SCGP จะเดินหน้าสร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และสร้างซัปพลายเชนที่ยั่งยืนผ่านต้นยูคาลิปตัสที่ได้รับรองมาตรฐาน FSCTM เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ Nature Positive ที่วางเอาไว้.