14 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

Fight IQ เมื่อ AI ปฏิวัติสังเวียนผ้าใบ พลิกโฉม ‘มวยไทย’ สู่สมรภูมิสปอร์ตเทคโลก

Fight IQ เมื่อ AI ปฏิวัติสังเวียนผ้าใบ พลิกโฉม ‘มวยไทย’ สู่สมรภูมิสปอร์ตเทคโลก

p12-daily-fightiq-01.jpg

“มวยไทย” ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมของไทยอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมกีฬาระดับสากลที่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนได้จากการขยายตัวของยิมมวยไทยในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรุงลอนดอนที่มีมากถึง 400 แห่ง ฮ่องกง 81 แห่ง และสิงคโปร์อีก 61 แห่ง ทว่า ความท้าทายสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การขยายยิมมวยไทย แต่คือ จะทำอย่างไรให้มวยไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปลอดภัย และสร้างมูลค่าได้ในระดับสากล

นี่คือที่มาของบิ๊กดีลระหว่าง สภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) องค์กรผู้กำกับดูแลกีฬามวยไทยในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก กับ Cognition Alpha กองทุนร่วมลงทุนและผู้พัฒนาเทคโนโลยีประสาทวิทยาชั้นนำจากสิงคโปร์ ร่วมกันพัฒนา “Fight IQ” แพลตฟอร์มสปอร์ตเทค (Sports Tech) รายแรกของโลก ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปลี่ยนมวยไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่พร้อมส่งออกไปทั่วโลก

หัวใจสำคัญของ Fight IQ คือแนวคิด “Quantified Fighter” หรือการพัฒนานักสู้ด้วยชุดข้อมูลที่วัดผลได้ในทุกมิติ จากอดีตที่วงการมวยไทยมักพึ่งพาสายตา สัญชาตญาณ และประสบการณ์ของครูมวยในการประเมินศักยภาพนักกีฬา แต่ในโลกกีฬายุคใหม่ ข้อมูลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในลีกเบสบอล (MLB) หรือวงการกอล์ฟระดับโลก

“Everything starts with the data. ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยข้อมูล ถ้าไม่มีข้อมูล เราจะไม่รู้เลยว่าจุดแข็งจุดอ่อนของเราคืออะไร หรือต้องพัฒนาตรงไหน ที่ผ่านมาเราใช้สายตาของผู้เชี่ยวชาญคอยประเมิน แต่ชุดข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์จะทำให้ทุกคนเห็นความจริงตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นโค้ช นักมวยอาชีพ หรือเยาวชน ข้อมูลเหล่านี้หลอกเราไม่ได้ และร่างกายของเราก็หลอกไม่ได้เช่นกัน” ดร.ลลิตตา สุริยาอรุณโรจน์ นักประสาทวิทยาศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Fighter Matrix ที่ร่วมมือกับ Fight IQ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

Cogwear แถบคาดศีรษะอ่านคลื่นสมองระดับคลินิก

ไฮไลต์ของแพลตฟอร์ม Fight IQ คือ “Cogwear” อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะในรูปแบบแถบคาดศีรษะน้ำหนักเบา ทำหน้าที่ตรวจวัดคลื่นสมองของนักกีฬาทั้งก่อนและหลังการฝึกซ้อม เพื่อประเมินสัญญาณลึกที่ซ่อนอยู่ภายในระบบประสาท จากนั้นระบบ AI จะเข้ามาจัดระเบียบและวิเคราะห์ผลลัพธ์ ก่อนที่จะส่งตรงไปยังแอปพลิเคชันของโค้ชและทีมแพทย์ภายในเวลาเพียง 1-2 นาที

ระบบของ Fight IQ จะประมวลผลผ่าน “Fighter Matrix” เพื่อสร้าง “Data Score Card” ของนักมวย โดยไม่ได้เก็บแค่สถิติแพ้-ชนะ แต่ลงลึกถึงข้อมูลไบโอคิเนติกส์ (Biokinetics) ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ความเร็ว ความคล่องตัว และความไวในการออกอาวุธทั้ง 8 (หมัด, เท้า, เข่า, ศอก) ควบรวมกับประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เพื่อสร้างโมเดลจำลองที่ประเมินความพร้อมของนักกีฬาได้อย่างแม่นยำ

เทคโนโลยีนี้สามารถถอดรหัสข้อมูลที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น ได้แก่ ระดับสมาธิ ความเครียด ภาระการรับรู้ ความมั่นใจ ดัชนีการฟื้นตัว และความเร็วในการตัดสินใจตอบสนองต่อสิ่งเร้า ข้อมูลเหล่านี้จะตอบโจทย์สำคัญในการบริหารจัดการนักกีฬา เช่น นักมวยเกิดภาวะล้าสะสมหรือไม่? สมองมีความพร้อมสำหรับโปรแกรมซ้อมขั้นต่อไปหรือยัง?

ในมุมมองทางการแพทย์ กีฬาประเภท Combat Sport หรือกีฬาต่อสู้ มีแรงปะทะสูง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “สภาวะสมองกระทบกระเทือนสะสม” (Concussion) ข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยประเมินว่าหลังจากนักมวยผ่านการชกที่ดุเดือดมาแล้ว จำเป็นต้องพักฟื้นยาวนานแค่ไหน การฝืนขึ้นชกในขณะที่สมองยังไม่พร้อมนอกจากจะทำให้สมรรถภาพลดลงแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงระยะยาว ยิ่งในกลุ่มนักมวยเยาวชนรุ่นอายุ 12-16 ปี มาตรฐานความปลอดภัยนี้จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิตและอนาคตของเยาวชนในกีฬามวยไทย

p12-daily-fightiq-02.jpg

4 เสาหลักโมเดลธุรกิจสปอร์ตเทคระดับโลก

Fight IQ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีในห้องแล็บ แต่ยังสามารถขยายสู่โมเดลธุรกิจที่จะสร้างเม็ดเงินและการเติบโตให้กับวงการมวยไทยได้อีกมหาศาล ผ่านโมเดลธุรกิจที่วางไว้อย่างน่าสนใจ

พล.ต. ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลก มวยไทย เผยว่า ด้วยเครือข่ายนักกีฬากว่า 40,000 คน และยิมมวยไทยกว่า 5,000 แห่ง ใน 116 ประเทศทั่วโลก ความร่วมมือครั้งนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนานักสู้ไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน และยังสามารถต่อยอดในทางธุรกิจสปอร์ตเทค (Sports Technology) ได้ด้วยเช่นกัน

โดย Fight IQ ได้วางโครงสร้างโมเดลธุรกิจออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ 1) Biometric Indices พัฒนาดัชนีวัดผลทางประสาทไปสู่มาตรฐาน WBC Calibration Score 2) Neuro Fuel ผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อการบำรุงและปรับสมดุลระบบประสาทโดยปราศจากสารกระตุ้น 3) Performance Platform แพลตฟอร์มข้อมูลกรรมสิทธิ์สำหรับวิเคราะห์สมรรถนะ และ 4) Gym HQ Bangkok ยิมต้นแบบสปอร์ตเทคที่ทันสมัยใจกลางกรุงเทพมหานคร

ในขณะที่ เควิน พี. นูน เลขาธิการสภามวยโลก มวยไทย เปิดเผยว่า “เรามุ่งเน้นจัดตั้งยิมแม่แบบระดับไฮเทคขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อทำให้เมืองหลวงของไทยเป็น ‘Home of the Quantified Fighter’ หรือศูนย์กลางของนักสู้ยุคดิจิทัล ซึ่งจะเป็น Sandbox ทดลองนวัตกรรมและเป็นแฟรนไชส์โมเดลให้ยิมมวยไทยอีกกว่า 5,000 แห่งทั่วโลกนำไปประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ เราเตรียมนำระบบนี้ไปทดสอบในสนามแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นที่ประเทศอิตาลี เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล”

การเปิดตัว Fight IQ ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสปอร์ตเทคโลก โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่าตลาดสปอร์ตเทคมีมูลค่า 32.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 192.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 21.8% สะท้อนว่าเทคโนโลยีกีฬาได้กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนและองค์กรกีฬาระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้าน AI, อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ, การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), การเสริมสมรรถภาพนักกีฬา และการป้องกันการบาดเจ็บ

“Gamification” ดึง Gen Z กลับสู่สังเวียนด้วยเทคโนโลยี

ไม่เพียงเท่านั้น Fight IQ ยังเข้ามาแก้เพนพอยต์ของวงการมวยไทยภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันความนิยมในหมู่เยาวชนไทยกำลังลดลงเนื่องจากเด็กเจเนอเรชันใหม่หันไปใช้เวลากับหน้าจอและวิดีโอเกม การปรับโฉมมวยไทยให้มีภาพลักษณ์ความเป็น ‘สปอร์ตเทค’ มีแกดเจ็ต มีตัวเลขคะแนน และระบบประมวลผลที่ให้ความรู้สึกเหมือนเกมคอมพิวเตอร์ที่จับต้องได้ จะช่วยดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่ให้กลับเข้าสู่กีฬาชนิดนี้มากขึ้น

การขยับตัวครั้งใหญ่ภายใต้ร่มเงาของ WBC MuayThai และ Cognition Alpha ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ “มวยไทย” ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ จากเดิมที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และยังเป็นการปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสปอร์ตเทคของโลก.

ภาพจาก: WBC MuayThai