24 ก.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

ถอดสูตร “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์” จากเด็กล้างเกียร์ สู่อาณาจักรอะไหล่ทางเลือก

ถอดสูตร “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์” จากเด็กล้างเกียร์ สู่อาณาจักรอะไหล่ทางเลือก

p20-21-weekly-horyai-01.jpg

หากเปรียบภาคโลจิสติกส์เป็นเส้นเลือดใหญ่ รถบรรทุกและกระบะพาณิชย์ก็คือ “เม็ดเลือดแดง” ที่วิ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างไม่มีวันหยุด แต่เบื้องหลังฟันเฟืองเหล่านี้ “ต้นทุนซ่อมบำรุง” กลับเป็นภาระหนักที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ระหว่างอะไหล่แท้ศูนย์ราคาสูงลิ่ว กับอะไหล่ราคาถูกที่ไร้คุณภาพ

ท่ามกลางช่องว่างทางการตลาดนี้ “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์” ภายใต้การนำของ “วีรวัฒน์ มนัสภากร” หรือที่คนในวงการรู้จักกันดีในชื่อ “เฮียวี” คือผู้ทลายกรอบการค้าอะไหล่แบบเดิมๆ ยกระดับจากร้านขายชิ้นส่วน สู่ผู้สร้างแบรนด์อะไหล่ทางเลือกมาตรฐาน OEM ที่แก้เพนพอยต์คนทำมาหากินตรงจุด จนนำพาธุรกิจทะยานสู่เป้ายอดขาย 300 ล้านบาทในปัจจุบัน

DNA นักสู้จากกองเศษเหล็ก โรงเรียนชีวิตที่ชื่อ “เซียงกง”

เส้นทางของวีรวัฒน์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเติบโตในครอบครัวชาวจีนย่านเยาวราช-หัวลำโพง ซึมซับกลิ่นน้ำมันและชิ้นส่วนยานยนต์จากธุรกิจรับซื้อเศษเหล็กและตัดซากรถบรรทุกเก่าของบิดามาตั้งแต่จำความได้

“ผมเริ่มทำงานครั้งแรกตอน ม.1 ช่วงปิดเทอม พ่อเอาไปฝากงานกับเพื่อนเพื่อรับจ้างล้างเกียร์รถยนต์เก่า ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ตอนนั้นถือว่าดีมากสำหรับเด็ก ม.1 มันทำให้เรารู้สึกภูมิใจว่าเราหาเงินเองได้ และใช้จ่ายได้อย่างมีคุณค่า” วีรวัฒน์เล่าย้อนถึงก้าวแรกในโลกการทำงาน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินและหนี้สินรุมเร้า จนบิดาล้มป่วยด้วยโรคซึมเศร้า วิกฤตนี้บีบให้วีรวัฒน์ต้องเผชิญหน้ากับโลกธุรกิจจริงจังตั้งแต่วัยเยาว์ ในช่วงราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงแตะลิตรละ 50 บาท เจ้าของรถจำนวนมากตัดสินใจถอดเครื่องยนต์ดีเซลออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องเบนซินติดแก๊ส LPG วีรวัฒน์มองเห็นโอกาส เขากระโดดเข้าสู่โมเดล “จับเสือมือเปล่า” (โรยเกี้ย) ตระเวนซื้อเครื่องยนต์ดีเซลเก่าที่คนถอดทิ้งในราคาเครื่องละ 20,000 บาท ส่งออกไปเมียนมาและตะวันออกกลางในราคา 30,000 กว่าบาท กลยุทธ์นี้ทำให้เขาจับเงินล้านก้อนแรกได้ก่อนอายุ 20 ปี

p20-21-weekly-horyai-02.jpg

เรียนรู้วิชาจาก “วรจักร” สู่การปักธงที่ “วังน้อย”

เมื่อราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง คนก็เปลี่ยนกลับมาใช้งานเครื่องยนต์ดีเซลตามปกติ นั่นทำให้ตลาดส่งออกเครื่องยนต์เก่าเริ่มอิ่มตัว วีรวัฒน์จึงเลือกถอยมาหนึ่งก้าวเพื่อเรียนรู้วิชาชีพ และมุ่งหน้าสู่ “วรจักร” แหล่งค้าอะไหล่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเข้าทำงานในฝ่ายขายและการตลาดเงินเดือน 13,000 บาท ในบริษัทอะไหล่ระดับทอป 3 เพื่อเรียนรู้ระบบงานแบบมืออาชีพ ทั้งการบริหารสต๊อกและการดูแลฐานลูกค้าที่มีมากกว่า 5,000 ราย

หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ราวๆ 2 ปี วีรวัฒน์ในวัยเพียง 22 ปี ตัดสินใจปักธงสร้างอาณาจักรร้านค้าอะไหล่ของตัวเองที่ “วังน้อย” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประตูสู่อีสานและเหนือ ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์”

“คำว่า ‘ห่อใหญ่’ มาจากกล่องข้าวที่คุณแม่ห่อให้กินเพื่อความประหยัดในวันเก่าๆ มันคือเครื่องเตือนใจไม่ให้ลืมวันแรกที่ลำบาก และเป็นพันธสัญญาว่าเราจะส่งมอบของที่ดีที่สุด เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด ให้กับลูกค้าเหมือนที่แม่ทำให้เรา”

ในช่วงแรกเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคสารพัด ทั้งเงินทุนที่จำกัด ความน่าเชื่อถือของตัวผู้ประกอบการที่อายุยังน้อย จนไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ต้องเริ่มจากการเดินแจกนามบัตรตามอู่ต่างๆ เพื่อขอนำสินค้ามาวางขายก่อน ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่เจ้าของร้าน พนักงานยกของ ไปจนถึงช่างเทคนิค

p20-21-weekly-horyai-03.jpg

บทเรียนราคา 10 ล้าน สู่การแจ้งเกิดแบรนด์ไทยมาตรฐาน OEM

การดำเนินธุรกิจในช่วงปีแรกๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง เงินสดเริ่มคล่องตัว จนกระทั่งเกิดกระแสการเข้ามาของอะไหล่ราคาถูกจากประเทศจีน วีรวัฒน์มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจจากการซื้อมาขายไปสู่การนำเข้าอะไหล่ใหม่ จึงไปจีนเพื่อสั่งซื้ออะไหล่เข้ามาขาย แต่ด้วยการขาดการคัดกรองที่รัดกุมในระยะแรก ทำให้เขาได้รับสินค้าผิดสเปกและไร้คุณภาพ ส่งผลให้ขาดทุนสะสมกว่า 10 ล้านบาท สภาวะในตอนนั้นเรียกว่า “เจ๊ง” ก็ว่าได้ ทำให้เขาต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับธุรกิจอะไหล่มือสองแบบเดิม

แต่ความล้มเหลวคือสปริงบอร์ดชั้นดี วีรวัฒน์เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อมาขายไป” สู่ “ผู้พัฒนาโปรดักต์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer-Centric Product Developer) เขาบินกลับไปประเทศจีนอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง เฟ้นหาโรงงานรับจ้างผลิตมาตรฐานระดับสากล (OEM) ที่มีคุณภาพสูง ควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานการผลิตด้วยตนเอง เพื่อสร้างแบรนด์อะไหล่ทางเลือกที่เป็นของคนไทยอย่างแท้จริง จนกำเนิดแบรนด์ “V-FORCE” ชิ้นส่วนช่วงล่างรถเพื่อการพาณิชย์ โดยมี “เพลาลอย” เป็นสินค้าเรือธง

“เพลาลอย V-FORCE” เข้ามาเปลี่ยนเกมรถกระบะบรรทุกหนักในไทย จากปกติที่รับน้ำหนักได้ 1 ตัน แต่เพลาลอย V-FORCE สามารถเพิ่มศักยภาพการบรรทุกได้สูงถึง 5 ตัน พร้อมผลิตภัณฑ์แก้เพนพอยต์อย่างแหนบหนาพิเศษ 20 มิลลิเมตร ช่วยให้ทรงรถสวยแต่รับน้ำหนักได้มากขึ้น แก้เพนพอยต์ได้ตรงจุดและที่สำคัญคือจำหน่ายในราคาที่ประหยัดกว่าศูนย์บริการถึง 30-40% ช่วยลดต้นทุนให้คนทำมาหากินอย่างแท้จริง

จาก V-FORCE วีรวัฒน์ขยายแบรนด์อะไหล่ของเขาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของห่อใหญ่ฯ ครอบคลุมถึง 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ V-FORCE อะไหล่ช่วงล่างและระบบเพลาลอยเพื่องานบรรทุกหนัก, BLACK FORCE อะไหล่ระบบเครื่องยนต์, เทรลเลอร์ไทยแลนด์ อุปกรณ์และชิ้นส่วนลากจูงสำหรับการเกษตร, ฟิวเรสซิ่ง แบรนด์น้องใหม่เจาะตลาดอะไหล่และการตกแต่งสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

p20-21-weekly-horyai-04.jpg

การตลาดบนความเชื่อใจ และกฎเหล็ก “ห้ามเอาชนะลูกค้า”

ในยุคดิจิทัล วีรวัฒน์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ “ไฮบริด” และนำพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้งานจริงมาเป็นตัวตั้ง โดยเน้นการตลาดดิจิทัลและการทำคอนเทนต์วิดีโอ (Live Commerce) เพื่อให้ความรู้เชิงลึกแก่ลูกค้าโดยตรงแทนการยัดเยียดขายสินค้า พนักงานขายทุกคนต้องกล้าเปิดหน้ากล้องและเรียนรู้การไลฟ์สดเพื่อสร้างความเชื่อใจและสร้างแบรนด์บุคคล (Personal Brand) ในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (B2C) ปัจจุบันมีฐานลูกค้าต่างจังหวัดสูงถึง 99% และสร้างยอดผู้ติดตามรวมใน Facebook และ TikTok ได้มากกว่า 1 ล้านราย

โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้ห่อใหญ่ฯ เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้คือ กฎเหล็กที่ว่า “ห้ามเอาชนะลูกค้าเด็ดขาด”

“ผมสอนลูกน้องเสมอว่าห้ามชนะลูกค้า ถ้าเมื่อไรที่เราเถียงชนะลูกค้า นั่นแปลว่าเราแพ้แล้วในทางธุรกิจ ต่อให้ลูกค้าใช้งานผิดประเภทจนพัง แต่ถ้าเขาจะเคลม เราต้องให้เคลม การยอมแพ้ในความถูกต้องระยะสั้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาวคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด”

p20-21-weekly-horyai-05.jpg

ปรัชญามาราธอนและการบริหารเงิน “4 กอง”

วีรวัฒน์ไม่ได้มองการทำธุรกิจเป็นเกมวิ่งสปีด 100 เมตร แต่มองเป็น “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องอาศัยวินัย การวางแผน และการจัดสรรพลังงานที่ถูกต้อง โดยมีการบริหารที่ควบคุมสภาพคล่องทางการเงินผ่าน “เงิน 4 กอง” เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งพิงหนี้สิน ได้แก่

กองที่ 1 เงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน สำรองไว้ขยายคลังสินค้าและศักยภาพการจัดส่ง, กองที่ 2 เงินหมุนเวียนและสต๊อกสินค้า รักษาสภาพคล่องในการสั่งซื้อ ป้องกันปัญหาสินค้าขาดตลาด, กองที่ 3 เงินสดสำรองสภาพคล่องส่วนกลาง กันไว้รองรับแรงกระแทกจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และกองที่ 4 งบประมาณการตลาด (2-3% ของรายได้) ขับเคลื่อนช่องทาง Omni-channel เพื่อเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบ “วิ่งมาราธอน” และการบริหารการเงินที่เป็นระบบ ทำให้ห่อใหญ่ฯ ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

p20-21-weekly-horyai-06.jpg

เป้าหมายต่อไป คือ “ร้านอาหารที่มีเมนูเด่นเฉพาะตัว”

เพื่อไปถึงเป้าหมายรายได้ 300 ล้านบาทที่ตั้งไว้ในปีนี้ วีรวัฒน์ย้ำชัดว่า ห่อใหญ่ฯ จะไม่เน้นขายสินค้าทั่วไปที่กำไรบาง เช่น น้ำมันเครื่อง แต่จะโฟกัสที่ชิ้นส่วนเฉพาะทางที่สร้างมูลค่าเพิ่มและแก้เพนพอยต์ได้จริง

“ห่อใหญ่จะไม่ขายสินค้าทั่วไป แต่เราจะเป็นร้านอาหารที่มีเมนูเด่นเฉพาะตัวในทุกๆ แบรนด์ของเรา ห่อใหญ่อาจจะเด่นที่ข้าวกะเพรา ส่วน V-FORCE อาจจะเด่นที่ราดหน้า”

เมื่อถามถึงทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า วีรวัฒน์ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการพาแบรนด์และกลุ่มสินค้าในเครือมุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านการบรรทุกที่ครบวงจร” โดยหวังว่าในอนาคต แม้แต่ศูนย์บริการรถยนต์ใหม่ป้ายแดงก็ต้องมาซื้ออะไหล่เฉพาะทางจากเขาเพื่อไปติดตั้งให้กับลูกค้า แต่เขาก็ยอมรับตามตรงว่า “วงการนี้ไม่ง่าย”

จากเด็กรับจ้างล้างเกียร์แลกเงินหลักร้อยในอดีต วันนี้ “วีรวัฒน์ มนัสภากร” คือเจ้าของอาณาจักรอะไหล่ทางเลือกที่ไม่เพียงสร้างเม็ดเงินหลักร้อยล้านบาทต่อปี แต่ยังเป็นที่พึ่งให้กับฟันเฟืองเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยอีกด้วย.