อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามระดับโลกกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยอดขายที่พุ่งทะยานของยากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist และ Dual Agonist (อาทิ สารออกฤทธิ์ Semaglutide, Liraglutide และ Tirzepatide) ซึ่งเดิมทีถูกคิดค้นและขึ้นทะเบียนเพื่อใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงใช้ควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนเรื้อรังที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพยุคใหม่
ด้วยกลไกทางชีววิทยาที่เข้าไปชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร พร้อมส่งสัญญาณฮอร์โมนไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัสเพื่อสั่งการให้ร่างกายรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดการอยากอาหาร ส่งผลให้ทิศทางการตลาดและพฤติกรรมการบริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวยาที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในสถานพยาบาลเพื่อการบำบัดโรคเรื้อรัง ได้แปรสภาพไปสู่การเป็น “ทางลัด” ในการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างผ่านกระแส “ปักปากกาลดน้ำหนัก” ที่ลามไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ต้องการทางลัดสู่หุ่นเพรียวบาง
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมูลค่าแสนล้านบาทในอุตสาหกรรมสุขภาพทั่วโลก แต่ยังนำมาซึ่งประเด็นท้าทายรอบใหม่ ตั้งแต่ภาวะสินค้าขาดแคลนในระบบสาธารณสุขปกติ ไปจนถึงภัยเงียบจากขบวนการผลิตและกระจายยาปลอมในตลาดมืดออนไลน์ที่กำลังคุกคามสวัสดิภาพของผู้บริโภคอย่างรุนแรง
นพ.กูรุดัตต์ นายัก (Dr. Gurudutt Nayak) ผู้อำนวยการฝ่าย Medical และ Regulatory บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้ายากลุ่ม GLP-1 รายใหญ่ของโลก ได้ให้มุมมองเชิงลึกว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์หรือรสนิยมส่วนบุคคล หากแต่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมการแพทย์สากลว่าเป็น “โรคเรื้อรัง” ที่ต้องอาศัยการบำบัดทางการแพทย์อย่างถูกต้อง
เมื่อมองดูตัวเลขทางสถิติจะพบว่านี่คือวิกฤตสาธารณสุขที่มีมูลค่าตลาดมหาศาลรองรับ โดยในปี 2022 ประชากรโลกเผชิญสภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์กว่า 1,000 ล้านคน และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นสูงถึง 2,000 ล้านคนภายในปี 2035 โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ประชากรมากกว่ากึ่งหนึ่งของโลกจะมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
สำหรับประเทศไทย อัตราความชุกของสภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์ในผู้ใหญ่ขยับตัวสูงขึ้นจากร้อยละ 42.2 ในปี 2020 สู่ร้อยละ 45.0 ในปี 2025 ถ้าเจาะไปที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ตัวเลขพุ่งสูงถึงร้อยละ 56.4 ซึ่งหมายความว่าประชากรเมืองหลวงมากกว่า 1 ใน 2 คนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กในกรุงเทพฯ จำนวน 1 ใน 5 คนเริ่มมีสภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์
ในมิติทางธุรกิจ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มูลค่าตลาดยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดกลุ่ม GLP-1 จะแตะระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 และอาจขยับขึ้นได้อีกในอนาคต โดยเซกเมนต์ “ปากกาลดน้ำหนัก” มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 25-30 มาตั้งแต่ปี 2023
สำหรับในประเทศไทย ราคาค่าบริการทางการแพทย์ของนวัตกรรมนี้จะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ โดสยา โปรโมชัน และคลินิก/โรงพยาบาลที่ให้บริการ มีตั้งแต่ 3,500 ถึง 9,000 บาทต่อด้าม หรือคิดเป็นมูลค่าคอร์สระยะยาวตั้งแต่ 25,000-60,000 บาท ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีควักกระเป๋าจ่ายเพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ดังจะเห็นได้จากกระแสที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

วิกฤตสินค้าขาดแคลนและภัยเงียบจาก ‘ตลาดมืด’
เมื่อความต้องการพุ่งทะยานเกินกว่ากำลังการผลิตและการนำเข้าในระบบสาธารณสุขปกติ ช่องว่างทางการตลาดนี้จึงกลายเป็นโอกาสทองให้ขบวนการนอกกฎหมายฉกฉวยผลประโยชน์ ปัจจุบันมีรายงานการระบาดของภัยเงียบในตลาดมืดออนไลน์ 3 รูปแบบหลักที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญ
ยาปลอมปนเปื้อนสารอันตราย (Counterfeit & Banned Substances) การลักลอบผลิตโดยใช้ชื่อแบรนด์และบรรจุภัณฑ์เลียนแบบผู้ผลิตระดับโลก แต่แอบใส่สารลดความอยากอาหารที่ถูกสั่งห้ามใช้ทั่วโลกเพราะส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจอย่างรุนแรง เช่น ไซบูทรามีน (Sibutramine)
ยาหิ้วผิดกฎหมาย (Non-registered) แม้จะเป็นตัวยาจริงจากโรงงานต่างประเทศ แต่เนื่องจากยากลุ่มโปรตีนเปปไทด์ชนิดนี้จำเป็นต้องเก็บรักษาภายใต้อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส การลักลอบนำเข้าโดยไม่มีการควบคุมอุณหภูมิทางการแพทย์ (Cold Chain Management) จะทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพและแปรสภาพเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ปากกาเติมสารทดแทน (Counterfeit Pens) ขบวนการนำแท่งปากกาที่ใช้หมดแล้วกลับมาบรรจุสารอื่นทดแทน เช่น น้ำเกลือ ฮอร์โมนหลอกลวง หรือแม้กระทั่งการใส่ อินซูลิน ซึ่งอันตรายถึงขั้นทำให้ผู้ใช้ช็อกหมดสติจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของแบรนด์และสวัสดิภาพของผู้บริโภค โนโว นอร์ดิสค์ ประเทศไทย จึงได้จับมือกับ ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์การแพทย์ นำเทคโนโลยี Blockchain มาผสานเข้ากับแอปพลิเคชัน “eZTracker” โซลูชันนี้เปิดโอกาสให้สถานพยาบาล เภสัชกร และผู้บริโภค สามารถสแกนตรวจสอบรหัสประจำกล่อง เพื่อยืนยันว่าเป็นสินค้าแท้ที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย และเชื่อมกับฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนของภาครัฐได้ในทันที
ทางลัดความงาม หรือ กับดักสุขภาพ?
ในมิติทางการแพทย์ นพ.กูรุดัตต์ ได้ฝากคำเตือนสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่นำยากลุ่มนี้มาใช้เป็น “ทางลัดเพื่อความงาม” โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และขาดการกำกับดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญไว้ว่า
ตามมาตรฐานการขึ้นทะเบียนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุชัดเจนว่า เกณฑ์การพิจารณาสำหรับประชากรเอเชียต้องมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 kg/m² ขึ้นไปสำหรับการวินิจฉัยโรคอ้วน และจะสั่งจ่ายยากลุ่มนี้ในรายที่มี BMI ตั้งแต่ 30 kg/m² ขึ้นไป หรือผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 kg/m² ร่วมกับมีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ
การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ ควรมีสัดส่วนเป็นการลดมวลไขมันร้อยละ 75 และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไม่เกินร้อยละ 25 การพึ่งพาเพียงยาเพื่อระงับความอยากอาหารอย่างรุนแรง โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมการบริโภคและขาดการออกกำลังกายแรงต้าน (Resistance Training) จะส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อสลายตัว ซึ่งจะเข้าไปทำลายระบบการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย และจบลงด้วยภาวะน้ำหนักดีดกลับคืนอย่างรวดเร็ว หรือ Yoyo Effect ที่รุนแรงกว่าเดิมภายหลังการหยุดยา
เมกะเทรนด์ “ปักปากกา” ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น New Normal ที่เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม Healthcare & Wellness ทั่วโลก.