เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ คำว่า "โครงสร้างพื้นฐาน" มักถูกผูกติดอยู่กับกายภาพ ในอดีต ประเทศวัดความพร้อมด้วยเส้นทางคมนาคม ยุคต่อมาเปลี่ยนผ่านสู่การกระจายตัวของกระแสไฟฟ้า และเมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนโลก การเชื่อมต่อดิจิทัลก็กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจทันที
ทว่าในปัจจุบัน นิยามของโครงสร้างพื้นฐานในยุคดิจิทัลกำลังก้าวข้ามจากสายส่งข้อมูลไปสู่ "มันสมองทางปัญญา" ที่ช่วยมนุษย์คิดและลงมือทำ
การเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ (Demand) ด้านเทคโนโลยีของตลาดไทยได้อย่างชัดเจน ตัวเลขผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าที่พุ่งทะลุ 1.3 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ นับตั้งแต่เปิดระบบเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 คือดัชนีชี้วัดสำคัญว่าแรงงานไทยตื่นตัวและกำลังมองหาโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลระดับสูง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนวิสัยทัศน์เบื้องหลังโครงการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า AI คือเส้นทางสายใหม่ที่เศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนอยู่
“AI ในวันนี้ไม่ต่างจากถนน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ตในวันนั้น มันคือถนนที่เศรษฐกิจของโลกกำลังวิ่งอยู่ และประเทศไหนก็ตามที่สามารถเข้าถึงได้ก่อน ก็จะสามารถถึงเส้นชัยได้ก่อน” นายไชยชนกกล่าว
โอกาสการเติบโต และกำแพงแห่งการเข้าถึง
หากพิจารณาผ่านข้อมูลเชิงสถิติของ Microsoft AI Economy Institute ในไตรมาสแรกของปี 2569 จะพบพฤติกรรมของแรงงานไทยที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สัดส่วนประชากรวัยทำงานของไทยที่ใช้ Generative AI ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 12.4% จากเดิม 9.1% คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 36.4% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศเกาหลีใต้
นอกจากนี้ ในกลุ่มคนทำงานที่ใช้ AI อยู่แล้ว มีสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญระดับสูง (Frontier Professionals) อยู่ถึง 32% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่มีเพียง 16% ถึงเท่าตัว ข้อมูลนี้สะท้อนว่า คนไทยที่มีโอกาสเข้าถึง AI สามารถพัฒนาทักษะการใช้งานขั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของประเทศยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด แม้อัตราการเติบโตจะสูง แต่สัดส่วนการใช้งานรวมที่ 12.4% ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 17.8% และยังห่างไกลเมื่อเทียบกับผู้นำเทคโนโลยีในภูมิภาคเดียวกันอย่างสิงคโปร์ที่มีอัตราการใช้งานสูงถึง 63.4%
เมื่อเจาะลึกกลุ่มประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยที่มีราว 44.3 - 50 ล้านคน พบว่ามีผู้ที่นำ AI มาใช้ในการทำงานจริงเพียงประมาณ 5.7 ล้านคนเท่านั้น นั่นหมายความว่า ตลาดที่ยังมีโอกาสการเรียนรู้อีกกว่า 98.8% ยังคงอยู่ในระดับผู้เริ่มต้น (Beginner) และระดับกลาง (Intermediate)
ปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ไม่ใช่เรื่องของความสนใจหรือศักยภาพของคนไทย แต่คือ "ต้นทุนในการเข้าถึง" โมเดล AI ระดับสูง หรือรุ่น Pro ซึ่งมีค่าใช้จ่ายบริการรายเดือนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ สิ่งนี้กลายเป็นกำแพงเหลื่อมล้ำที่ปิดกั้นโอกาสของประชาชนส่วนใหญ่

กลไก 3 ระบบ: เปลี่ยนเทคโนโลยีสู่การพัฒนาทุนมนุษย์
เพื่อทลายกำแพงทางเศรษฐกิจดังกล่าว โครงสร้างโครงการ TH-AI Passport และแพลตฟอร์ม AiPASS จึงถูกวางกรอบความคิดไว้ภายใต้หลักการสำคัญสองประการ คือ การไม่จำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีกำลังจ่าย และการเปลี่ยนแนวคิดจากการแจกสิทธิ์ใช้งานฟรีมาเป็นการลงทุนระยะยาวในตัวมนุษย์
แพลตฟอร์ม AiPASS ได้รับการออกแบบผ่านการเชื่อมโยง 3 ระบบเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม:
1. ระบบ Access (การเข้าถึง): รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับโลกจากผู้พัฒนา 14 ค่าย รวมมากกว่า 30 โมเดล เข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนไทย ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมรุ่นใหม่อย่าง GPT-5.6 Sol, o3 Deep Research, Claude Opus 5, Gemini Pro, Nano Banana Pro, Lyria 3 Pro, Sonar Reasoning Pro, Seedream 4.0 ไปจนถึง Seedance 2.0 ช่วยลดความยุ่งยากในการสมัครหลายบริการและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
2. ระบบ Learn (การเรียนรู้): เชื่อมโยงสิทธิ์การใช้งานเข้ากับการพัฒนาทักษะ ผ่านหลักสูตรมาตรฐานสากลมากกว่า 96 หลักสูตร ซึ่งได้รับการรับรองและร่วมพัฒนาโดยองค์กรระดับสากลอย่าง UNESCO, ASEAN รวมถึงพันธมิตรเทคโนโลยีอย่าง Microsoft Elevate, Google for Education และ NVIDIA Deep Learning Institute
3. ระบบ Apply (การประยุกต์ใช้): เน้นย้ำผลลัพธ์เชิงปฏิบัติการ ให้ผู้เรียนสามารถนำทักษะและใบประกาศนียบัตรไปต่อยอดกับการทำงานจริง การศึกษา หรือการบริหารจัดการธุรกิจได้ทันที

นายไชยชนก ยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่เห็นภาพชัดเจนของการลดต้นทุนด้านเวลาและเพิ่มผลิตภาพในโลกธุรกิจจริงว่า
“สมมุติว่านักศึกษาคนหนึ่งต้องการทำธุรกิจขายกะเพราออนไลน์ AI สามารถช่วยออกแบบเมนู คำนวณวัตถุดิบ บริหารสต๊อก วางกลยุทธ์ราคา และทำแผนการโปรโมตได้ภายในเวลาไม่กี่นาที นี่คือการลดต้นทุนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ 'เวลา' ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกอุตสาหกรรม”
แนวคิด Learn • Earn • Plern กับพฤติกรรม Mobile-First ของผู้ใช้ไทย
ในมิติทางการตลาด การสร้างพฤติกรรมให้ผู้บริโภคใช้งานเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการดึงดูดให้คนมาลงทะเบียน แพลตฟอร์ม AiPASS จึงนำแนวคิด Learn • Earn • Plern มาใช้สร้างแรงจูงใจ
กระบวนการนี้ทำงานผ่านระบบสะสมคะแนนจากการเรียนรู้หลักสูตรและการทดลองใช้งานโมเดลจริง เมื่อผู้ใช้เรียนรู้และทำแบบทดสอบผ่าน จะสามารถสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลในระดับสูงขึ้น จนก้าวไปสู่ระดับ "ผู้สร้างสรรค์" (Innovator) วิธีการนี้เปลี่ยนผู้บริโภคจากการเป็นเพียงผู้รับสิทธิ์ (Passive User) ให้กลายเป็นผู้เรียนรู้เชิงรุก (Active Learner) ที่มีการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google ยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมเด่นของคนไทยว่าเป็นกลุ่ม "Mobile First, AI Ready" โดยพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานในไทยเข้าถึง AI ผ่านโทรศัพท์มือถือ มีการป้อนคำสั่ง (Prompt) เป็นภาษาไทยเป็นหลัก และมีลักษณะการใช้งานแบบ Multi-modal คือใช้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และโค้ดร่วมกัน การออกแบบอินเทอร์เฟซของ AiPASS ให้เรียบง่ายและรองรับการทำงานบนสมาร์ตโฟน จึงตอบโจทย์พฤติกรรมของตลาดในประเทศไทยได้อย่างตรงจุด

วิสัยทัศน์ระยะยาว: ปรับโพสิชันนิ่งประเทศจาก 'ผู้ใช้' สู่ 'ผู้สร้างมูลค่า'
โครงการ TH-AI Passport ซึ่งตั้งเป้าหมายครอบคลุมประชาชน 5 ล้านคน ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565–2570 ในการสร้างความพร้อมให้กับแรงงานและผู้ประกอบการยุคใหม่
ในเชิงเศรษฐกิจ การเปิดโอกาสให้แรงงานทุกระดับตั้งแต่ผู้ประกอบการ SME ไปจนถึงนักศึกษา สามารถเข้าถึง AI รุ่น Pro ได้อย่างทั่วถึง ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและเพิ่มผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) ของประชากร
มุมมองทิ้งท้ายจากนายไชยชนก ชิดชอบ สะท้อนถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการขับเคลื่อนครั้งนี้ไว้อย่างคมคาย:
“การแข่งขันของประเทศในยุคต่อไป จะไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่อยู่ที่ว่าประเทศไหนพัฒนาคนของตัวเองให้ใช้เทคโนโลยีเป็นได้มากที่สุด AI จะมีค่าก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่รู้จักใช้มัน การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่การลงทุนในเครื่องมือ แต่คือการลงทุนในศักยภาพของคน TH-AI Passport จึงไม่ใช่เพียงการเปิดให้คนไทยได้ใช้ AI แต่คือการวางรากฐานเพื่อพาประเทศก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่คนไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้สร้างสรรค์และสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้ด้วยตัวเอง”
การแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ฟรีอาจทลายกำแพงเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ในก้าวแรก แต่คำถามคือ ไทยจะเปลี่ยนจาก 'ผู้ลงทะเบียนใช้งาน' ไปสู่ 'ผู้สร้างรายได้และมูลค่าใหม่' ให้ประเทศได้จริงหรือไม่?