28 มิ.ย. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

“พิชัย จิราธิวัฒน์” พี่ใหญ่ “เซ็นทรัล ทำ” กับปีที่ 9 ของการทำด้วยกัน ทำด้วยใจ

“พิชัย จิราธิวัฒน์” พี่ใหญ่ “เซ็นทรัล ทำ” กับปีที่ 9 ของการทำด้วยกัน ทำด้วยใจ

p12-daily-pichai-01.jpg

ในโลกธุรกิจ “พิชัย จิราธิวัฒน์” คือกรรมการบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 75 ปี อีกทั้งยังเป็นบิ๊กบอสของค่ายเพลงดังอย่าง “สไปร์ซซี่ ดิสก์” (Spicydisc) แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาคือพี่ใหญ่และผู้ขับเคลื่อนหลักของ “เซ็นทรัล ทำ” (Central Tham) โครงการที่กลุ่มเซ็นทรัลร่วมมือกัน “ทำ” เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคม ที่กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 9

“ตอนที่เราเริ่มทำเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ผมเริ่มสนใจเรื่องการช่วยสังคม เพราะเมื่อก่อนคุณปู่ คุณลุง คุณพ่อ ท่านทำมาตลอด แต่เมื่อบริษัทเราใหญ่ขึ้น อาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าที่ควร เราอยากฟื้นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมา แต่ก่อนจะลงมือทำ เราต้องไปศึกษาก่อนว่าสมัยนั้นบรรพบุรุษเขาคิดอะไรอยู่” เต้ง-พิชัย จิราธิวัฒน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น

“คุณปู่ เตียง จิราธิวัฒน์ ท่านกล่าวไว้ว่า เราต้องอยู่ร่วมกัน มีความมานะ อดทน อดออม ซื่อสัตย์ ไม่แบ่งพวก รวมใจเป็นหนึ่ง รักและเสียสละ เพื่อความผาสุกตลอดไป มาถึงคุณลุงสัมฤทธิ์ท่านเชื่อว่า ความสำเร็จของเราเกิดจากความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไทยสู่ความทันสมัย มุ่งสร้างความเจริญก้าวหน้าและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน สำหรับคุณพ่อผมท่านกล่าวไว้ว่า การรวมใจของธุรกิจและครอบครัวคือกุญแจสู่ความยั่งยืน จงถ่อมตน ให้เกียรติ เปิดโอกาสให้ผู้อื่นทำหน้าที่เต็มความสามารถ พัฒนาตนและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเผชิญปัญหาด้วยความเชื่อว่ามีทางแก้เสมอ ผมก็นำ 3 ปรัชญานี้มาเป็นตัวตั้งต้น”

พิชัยเล่าต่อว่า ณ ตอนนั้น กลุ่มเซ็นทรัลมีธุรกิจมากมาย และแต่ละกลุ่มธุรกิจต่างมีโครงการ CSR เป็นของตัวเองในแบบต่างคนต่างทำ รวมกว่า 4,000 โครงการ

“ตอนนั้นผมเรียกทุก BU มาคุย เพราะเรามีโครงการ CSR กว่า 4,000 โครงการ แต่ต่างคนต่างทำ ก็มานั่งคิดกับคุณทศว่าจะทำอย่างไรดี ปี 2560 เราจึงเปิดตัว ‘CENTRALITY’ รวมกลุ่มเซ็นทรัลเป็นหนึ่งเดียว เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน เผอิญช่วงนั้น ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ท่านมาเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กลุ่มเซ็นทรัล เราก็ไปปรึกษาท่าน และค่อยๆ ทรานส์ฟอร์มจากการทำ CSR แบบเดิมๆ ที่เป็นการบริจาค สู่การทำ CSV หรือ Creating Shared Values การแชร์องค์ความรู้ พูดง่ายๆ CSR เหมือนเราเอาปลาไปให้เขากิน แต่ CSV คือการสอนให้เขาจับปลา ใช้เวลาเยอะกว่าแต่ได้ผลที่ยั่งยืนกว่า ผมใช้เวลาเยอะมาก ลงพื้นที่จริง เพราะถ้าไม่ลงเอง ผมจะมองไม่ออกว่าต้องทำอะไรกับพื้นที่นั้น”

p12-daily-pichai-02.jpg

ในปีเดียวกันพิชัยเปิดตัวโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” (Central Tham) โครงการที่ทุกคนในองค์กรเซ็นทรัลจะร่วมมือกัน “ทำ” ภายใต้แนวคิด CSV เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน โดยมาพร้อมสโลแกนเข้าใจง่ายอย่าง “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ”

“เซ็นทรัล ทำ เรามี 4 เสาหลัก คือ 1. เปลี่ยนจากการให้เป็นการสอน 2. สอนให้เป็นโค้ชเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ 3. ส่งต่อความรู้โดยสร้างศูนย์การเรียนรู้ และ 4. ยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่สำคัญคือ จะทำอะไรก็แล้วแต่ต้อง unique ต้องมีเอกลักษณ์ ทำอย่างเดียวให้ได้หลายๆ อย่าง ต้องทำอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ และต้องคำนึงถึง stakeholder ทั้งหมด แน่นอนเวลาผมทำอะไรทุกคนต้องได้หมด เราได้เขาไม่ได้มันก็ไม่ยั่งยืน ต้องไปด้วยกัน”

โดย เซ็นทรัล ทำ จะขับเคลื่อนใน 6 มิติ ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพิชัยได้เผยถึงความคืบหน้าตลอด 8 ปีที่ผ่านมาว่า ในมิติของการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมนั้น เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการได้กว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย

ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและสร้างอาชีพ ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีก 13 แห่ง เช่น ท่องเที่ยววิถีชุมชน แม่ทา จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การบริหารจัดการขยะ ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหารนั้น สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 58,400 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,716 เมกะวัตต์ชั่วโมง

“เราเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนและอังกฤษในโรงเรียน ใส่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มเข้าไป การเรียนแบบเดิมเด็กเบื่อครูก็เบื่อ เราก็เลยให้ครูไปโค้ชวิธีการสอนแบบใหม่ ผลคือเด็กชอบ ครูก็ชอบ อีกสิ่งหนึ่งที่เจอคือโรงเรียนไม่มีอาหารกลางวัน เราจะไม่ใช้วิธีบริจาค แต่จะดูว่าโรงเรียนทำอะไรได้ ตอนแรกให้เขาปลูกเพื่อให้กินเองก่อนหลังจากนั้นเราช่วยซื้อ มีโรงเรียนหนึ่งเขาสามารถปลูกข้าวไร่ดอกข่าได้ ซึ่งอร่อยมาก เราก็สนับสนุนให้เขาปลูกและเอามาทำเมนูอาหารขายในร้าน Spaghetti Factory กลายเป็นว่าตอนนี้ข้าวไร่ดอกข่าขายดี ปลูกเท่าไรก็ไม่พอ ใครทำอะไรได้ดีก็ทำต่อ แล้วเราจะมีคนเก่งๆ เข้าไปช่วย ทั้งการดีไซน์ การคั่วกาแฟ สูตรอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้เรามีพาร์ตเนอร์ เราไม่สามารถทำคนเดียวได้ อย่างการเกษตรผมก็ทำไม่เป็น แต่เรามีพาร์ตเนอร์ในทุกส่วนมาช่วยกัน”

นอกจากนั้น ยังมีการเปิดตลาดจริงใจฟาร์มเมอร์ที่อุดรธานีและจริงใจมาร์เก็ตที่เชียงใหม่ รวมถึงร้าน Good Goods วิสาหกิจชุมชนที่เป็นแหล่งรวมสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นในโครงการเซ็นทรัล ทำ ที่ได้รับการพัฒนาและดีไซน์ให้มีความร่วมสมัย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นร้านโปรดของใครหลายๆ คน ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวที่ต้องมาหาซื้อของกินอร่อยๆ และของใช้ที่เป็น rare item ซึ่งถือเป็นการสร้างช่องทางจำหน่ายและทำให้สินค้าท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับปี 2569 พิชัยเผยว่าพร้อมยกระดับโครงการเซ็นทรัล ทำ จาก 6 แนวทางความยั่งยืนระดับองค์กร สู่โมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) ที่ขับเคลื่อนการพัฒนา 8 มิติในระดับพื้นที่ ได้แก่ พัฒนาการศึกษาเด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ, พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน, ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ, เพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างแบรนด์สู่สากล, สร้างศูนย์การเรียนรู้และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค, ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน, มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการจัดการขยะอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่ Zero Waste

โดยพี่ใหญ่ของเซ็นทรัล ทำ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “นี่คืออีกก้าวสำคัญของ ‘เซ็นทรัล ทำ’ เรามุ่งสานต่อภารกิจนี้ด้วยความตั้งใจ กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม”.