21 ส.ค. 2569

ธุรกิจ · การจัดการ · คนเปลี่ยนโลก

Cover Story

นับถอยหลัง2572 ทีวีดิจิทัลไทยไร้โรดแมป "กสทช." ว่าไง เมื่อแพลตฟอร์มข้ามชาติโกยรายได้

นับถอยหลัง2572 ทีวีดิจิทัลไทยไร้โรดแมป "กสทช." ว่าไง เมื่อแพลตฟอร์มข้ามชาติโกยรายได้

84082692-2a92-4f07-87e7-0fb88b8f0084.jpg

เข็มนาฬิกาของการประมูลคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัลเมื่อปี 2557 กำลังงวดลงไปทุกขณะ ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลประเภทบริการทางธุรกิจทั้งหมด 19 ช่องที่เหลืออยู่ กำลังจะทยอยหมดอายุลงพร้อมกันในเดือนเมษายน 2572 ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา คือความล่าช้าในการกำหนดทิศทางนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จนถึงนาทีนี้ยังคงไร้แผนแม่บทและโรดแมป (Roadmap) ที่ชัดเจน แขวนชะตากรรมอุตสาหกรรมสื่อมูลค่าแสนล้านไว้บนความไม่แน่นอน

สมรภูมิทีวีดิจิทัลไร้โรดแมป กสทช. ช้าจนค่ายสื่อขู่ฟ้อง

สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) พร้อมตัวแทนช่องทีวีรายใหญ่ ต้องเข้ายื่นหนังสือทวงถาม กสทช. เพื่อเรียกร้องให้เร่งคลอดกติกาหลังปี 2572 การที่ กสทช. ดึงเวลาออกไป ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวได้ ไม่ว่าจะการอนุมัติงบผลิตละครชุดใหญ่ การซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากต่างประเทศล่วงหน้าหลายปี หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจว่าจะยังคง "ไปต่อ" บนหน้าจอภาคพื้นดินหรือไม่

แม้ร่างแผนแม่บทฯ ฉบับใหม่จะเริ่มมีการพูดถึงการฉากทัศน์ลดจำนวนช่องธุรกิจจากเดิมลงเหลือประมาณ 17 ช่อง และแยกบริการโครงข่ายส่งสัญญาณ (MUX) ออกจากผู้ผลิตเนื้อหาเพื่อลดภาระต้นทุน แต่คำถามใหญ่ที่ กสทช. ยังไม่มีคำตอบให้ตลาดคือ "รูปแบบการอนุญาตหลังปี 2572 จะเป็นอย่างไร?"

ข้อบังคับตามกฎหมายดั้งเดิมระบุว่าการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการค้าต้องใช้วิธี "ประมูล" เท่านั้น แต่บทเรียนราคาแพงจากการประมูลปี 2557 ที่กวาดเงินเคาะราคาไปสูงถึงหลายพันล้านบาทต่อช่อง กลายเป็นพิษร้ายแรงที่สูบสภาพคล่องของอุตสาหกรรม คำถามคือ หาก กสทช. ยังดึงดันจะใช้การประมูลแข่งราคาแบบเดิม ใครจะยอมจ่าย ในเมื่อมูลค่าของคลื่นฟรีทีวีไม่ได้หอมหวานเหมือนเก่า? แม้จะมีกระแสกดดันให้เปลี่ยนไปใช้ระบบประเมินคุณสมบัติและความคุ้มค่า รวมกับการตั้งราคาตั้งต้นใบอนุญาตในระดับต่ำมากก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ กสทช. ก็ยังไม่ได้เคาะตัวเลขหรือกติกาที่จับต้องได้เลยสักข้อเดียว

ถ้าค่ายสื่อถอดใจไม่ต่อสัญญา ประชาชน 39% เสี่ยง "จอดำ"

หากข้อเสนอและราคาใบอนุญาตรอบใหม่ไม่จูงใจพอ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ประกอบการหลายช่องโดยเฉพาะช่องข่าวขนาดเล็กและช่องที่แบกรับ Fixed Cost ไม่ไหวจะตัดสินใจ "ไม่ต่อสัญญา" และยอมถอยออกจากหน้าจอทีวีภาคพื้นดิน

ตัวเลขเชิงสถิติกำลังฟ้องถึงความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทยราวร้อยละ 38–39 ยังคงรับชมโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศหรือกล่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินเป็นหลัก คนกลุ่มนี้คือผู้สูงอายุ ประชาชนในต่างจังหวัด และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือสมัครสมาชิกแอปสตรีมมิงได้

หากช่องทีวีพากันคืนคลื่นความถี่ ผลกระทบตกที่ประชาชนกลุ่มนี้ทันที พวกเขาจะเผชิญภาวะ "จอดำ" เสียสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนภัยพิบัติ และความบันเทิงขั้นพื้นฐานที่เป็นบริการสาธารณะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลธุรกิจสื่อ แต่เป็นเรื่องของ "อธิปไตยทางการสื่อสาร" ที่รัฐกำลังจะปล่อยให้หลุดมือไป

กติกาบีบคั้น แบกต้นทุนทีวีดั้งเดิม รอวันไหลสู่ OTT

เหตุผลสำคัญที่บีบให้ช่องทีวีดิจิทัลต้องเบนเข็มไปหาแพลตฟอร์มอื่น ไม่ได้มาจากพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย"  ที่ กสทช. สร้างขึ้นมาเอง

ช่องทีวีดิจิทัลในไทยตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก ต้องแบกรับภาระค่าเช่า MUX ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี ถูกจำกัดเวลาโฆษณาห้ามเกิน 12 นาทีต่อชั่วโมง ถูกคุมเข้มด้วยกฎ Must Carry และโดนตรวจเซนเซอร์เนื้อหาอย่างหนักหน่วง ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มวิดีโอข้ามชาติอย่าง YouTube, TikTok, Netflix, Viu หรือ iQIYI กลับเข้ามาตักโกยเม็ดเงินโฆษณาและค่าสมัครสมาชิกในประเทศไทยปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยไม่ต้องเสียค่าใบอนุญาต ไม่ต้องเสียค่า MUX ไม่ถูกคุมเวลาโฆษณา และเกือบไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลเนื้อหาใดๆ ของ กสทช. เลย

ช่องใหญ่หลายช่อง เช่น กลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (oneD), ช่อง 3 (3Plus) และช่อง 7HD (Bugaboo.tv) จึงไม่นั่งรอความหวังจาก กสทช. พวกเขาผันตัวจาก "สถานีส่งสัญญาณ" กลายเป็น "ค่ายผลิตคอนเทนต์" (Content Provider) แบบเต็มตัว ขนานไปกับการจับมือขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ให้ OTT ต่างชาติ และเร่งสร้างฐานแอปพลิเคชันของตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะสับสวิตช์ปิดสัญญาณทีวีภาคพื้นดินทันที หากกติกาปี 2572 ออกมาแล้ว "ไม่คุ้มที่จะเล่นต่อ"

โจทย์ใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม รัฐไทยเก็บรายได้จากยักษ์ OTT ได้จริงหรือ?

อีกประเด็นสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสมรภูมินี้ คือบทบาทของภาครัฐในการจัดเก็บรายได้และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติ แม้กรมสรรพากรจะเริ่มมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Service) มาได้สักระยะ แต่ในแง่ของภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้ก้อนโตจากการขายโฆษณาและการสมัครสมาชิกของแพลตฟอร์มข้ามชาติเหล่านี้ยังคงถูกโอนออกไปเสียภาษีในประเทศต้นทางหรือดินแดนที่มีอัตราภาษีต่ำ (Tax Haven) เป็นหลัก

ข้อเสนอของ กสทช. เรื่องการผลักดัน National Streaming Platform หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงกลางของประเทศ เพื่อรวมคอนเทนต์ไทยไว้ดึงอำนาจต่อรองคืนมา ตลอดจนแผนการจัดทำกรอบกำกับดูแล OTT ร่วมกับหน่วยงานอื่น ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง "ปราสาทในอากาศ" ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม

การประมูลทีวีดิจิทัลปี 2572 จึงไม่ควรมองแค่เรื่อง "รัฐจะได้เงินค่าประมูลกี่บาท" หรือ "จะเหลือทีวีกี่ช่อง" แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ กสทช. ต้องเร่งตื่นจากเกียร์ว่าง ร่างกติกาที่เป็นธรรม รักษาสิทธิของประชาชนที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และปลดล็อกสลักเกลียวที่ผูกมัดสื่อไทย ก่อนที่อุตสาหกรรมทีวีไทยจะถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์ด้วยน้ำมือของแพลตฟอร์มต่างชาติ